Update ข้อมูลผ่านทาง email click ที่นี่

Wednesday, August 17, 2011

การนับวันไข่ตก ร่วมกับการใช้ยากินกระตุ้นไข่



  • การใช้ยากินกระตุ้นให้มีการตกไข่นั้น เป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ธรรมชาติมากที่สุด โดยฤทธิ์ของยากระตุ้นไข่นั้นทำให้มีการตกไข่ได้ ส่วนใหญ่จะได้ไข่โตเต็มที่หนึ่งใบ บางรายอาจได้มากกว่าหนึ่งใบได้ แต่โดยทั่วไปมักจะได้ไข่ไม่เกิน 5 ใบ ยกเว้นผู้ป่วยมีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังอยู่แต่แรกอยู่แล้ว ทำให้ตอบสนองยามากกว่าปกติ และอาจะมีไข่ได้มากกว่า 5 ใบได้

  • ข้อบ่งชี้ของการใช้ยากินกระตุ้นไข่น้ัน เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ตรวจหาสาเหตุแล้วพบว่ามีแต่ปัญหาเรื่องของไข่ไม่ตก หรือมีปัญหาเรื่องของไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ร่วมกับอายุน้อยกว่า 40 ปี โดยไม่พบว่ามีปัญหาอย่างอื่นๆร่วมด้วยเช่นปัญหาน้ำเชื้ออ่อน หรือมีท่อนำไข่อุดตัน หรือมีพังผืดในช่องท้อง หรือมีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ 

  • ปัจจุบันยากินกระตุ้นไข่มีสองประเภท ตัวแรกชื่อยา clomiphene citrate เป็นยากระตุ้นไข่ดังเดิมที่ใช้กันมานาน เรามักจะเริ่มให้ยากินวันที่สองหรือวันที่สามของรอบเดือนนาน 5 วัน โดยเริ่มจากวันละ 1 หรือ 2 เม็ด หลังกินยา เราสามารถตรวจสอบการตอบสนองยาได้จากการตรวจอัลตราซาวด์เพือดูขนาดของไข่ประมาณวันที่สิบสองของรอบเดือนและสามารถกำหนดวันที่ไข่ตกได้อย่างคร่าวๆได้ การใช้ยาควรใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 รอบประจำเดือน (ไม่จำเป็นต้องใช้ติดต่อกันทุกเดือน) จึงจะบอกได้ว่ายานั้นไม่ได้ผลในการทำให้เกิดการตั้งครรภ์ และแนะนำให้เปลี่ยนแนวทางการรักษาหลังการใช้ยาแล้ว 6 รอบเดือน 

  • ตัวยาตัวที่สองชื่อยา Letrozole เป็นยากระตุ้นไข่ตัวใหม่ ซึ่งมีข้อดีกว่าตัวเดิมในแง่ของการเจริญพัฒนาของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยยา clomiphene citrate อาจทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกช่วงกึ่งกลางรอบเดือนบางเกินไปทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งพบได้หนึ่งในสาม ส่วนยา Letrozole ไม่มีผลต่อการเจริญพัฒนาของเยื่อบุโพรงมดลูก อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมโอกาสการตั้งครรภ์จากการใช้ยาทั้งสองนั้นไม่แตกต่างกัน

  • การใช้ยาทั้งสองตัวนี้ในกลุ่มที่อายุน้อยและมีแต่ปัญหาเรื่องไข่ไม่ตก ทำให้เกิดการตกไข่ได้ 60-80% แต่โอกาสในการตั้งครรภ์น้ันเพียงแค่ 25% เท่านั้นหลังจากใช้ไป 6 รอบประจำเดือน โอกาสในการตั้งครรภ์แฝดมีเพียงแค่ 5% ของกลุ่มที่ตั้งครรภ์เท่าน้ัน หลังจากน้ันมีโอกาสการตั้งครรภ์ที่น้อยมาก จึงควรเปลี่ยนวิธีการรักษาหลังจาก 6 เดือนของการใช้ยา

  • ประมาณ 5-10% ของคนที่ใช้ยาท้ังสองตัวนี้จะได้รับผลข้างเคียงของยา​ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการที่ไม่รุนแรง เข่น ภาวะร้อนวูบวาบ คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดศีรษะ ส่วนโอกาสที่ยาจะทำให้เกิดภาวะบวมน้ำจากการกระตุ้นไข่ (ovarian hyperstimulation syndrome) น้ันมีน้อยมาก เนื่องจากยาทั้งสองตัวนี้มักกระตุ้นให้มีไข่ได้ไม่เกิน 1-3 ใบ ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังมาก่อน ทำให้มีการตอบสนองยาแบบมากกว่าปกติได้ 

No comments:

Post a Comment